ข่าวบอล เรื่องนี้อ่านแล้วอาจดูตึงๆ หรือเกิดอาการเครียดนิดหน่อย ไม่มีดราม่าอะไรทั้งสิ้น ต้นฉบับมาจาก The Athletic เรื่อง Liverpool’s financial restraint risks far bigger losses on and off the pitch ที่อยากหยิบยกมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน

ข่าวบอล ตอนที่ เคนนี่ ดัลกลิช โดนเรียกตัวให้เดินทางไปเมืองบอสตัน ในช่วงต้นซัมเมอร์ ปี 2012 เขารู้ดีว่าจะต้องเจอกับอะไร และไม่ขัดขืนกับคำสั่งจากเบื้องบนที่จะเอ่ยออกมา

ดัลกลิช กำลังจะโดนปลดออกจากการเป็นผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล หลังจากจบฤดูกาล 2011/12 ที่เหมือนกับว่าทั้งเขาและลูกทีมไม่ได้รับข้อความอะไรจาก จอห์น ดับเบิ้ล ยู เฮนรี่ เลย

ดัลกลิช อาจแย้งว่าเขาพา ลิเวอร์พูล เข้ารอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วยได้ถึง 2 รายการในซีซั่นแรกที่คุมทีมแบบเต็มฤดูกาล หลังจากห่างเหินการทำหน้าที่กุนซือไปเกือบ 2 ทศวรรษ แถมหนึ่งในการเข้าชิงฯ คือการได้แชมป์มา 1 ครั้ง (แชมป์ลีกคัพ 2012)

แต่ถึงกระนั้นต่อให้เขาได้ทั้งแชมป์ เอฟเอ คัพ กับ ลีก คัพ มันก็คงไม่ดีพอที่จะทำให้ ดัลกลิช รอดพ้นจากการโดนปลดได้ ภายหลังจบเกมที่แพ้ เชลซี ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เหตุผลที่ เฮนรี่ แทบจะไม่เห็น ดัลกลิช อยู่ในสายตาตอนที่เขาเดินไปรับเหรียญรองแชมป์ที่ เวมบลี่ย์ นั่นก็คือ ลิเวอร์พูล จบฤดูกาลด้วยการได้อันดับ 8 มีแต้มห่างจากท็อปโฟร์ถึง 17 คะแนน

เฮนรี่ ยอมรับผลงานแบบนั้นไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่โมเดลธุรกิจของเขามันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนเป็นหลัก

ตอนที่เขาคิดซื้อ ลิเวอร์พูล ในตอนแรก เฮนรี่ ทำงานตามแบบที่เจ้าของทีมป้ายแดงมักทำกัน คือเปี่ยมไปด้วยความน่าเชื่อถือและความทะเยอทะยาน เขาวิเคราะห์ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในโลกใหม่ที่ตัวเองเพิ่งพบเจอ และให้ความสำคัญกับผลการวิเคราะห์มากเป็นอันดับแรก

พอได้ลองวิเคราะห์แล้ว เฮนรี่ ก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าถึงแม้การเป็นแชมป์ฟุตบอลถ้วยจะทำให้แฟนบอลรู้สึกดีจนสามารถเดินเชิดหน้าชูตาได้ ทว่ามันไม่ได้ทำให้สโมสรได้เงินที่ดีเลยเมื่อเทียบกับกรณีได้แชมป์ลีก หรือแชมป์ถ้วยใหญ่ของทวีปยุโรป

นั่นจึงเป็นการอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมผลงานของ ลิเวอร์พูล ในศึกเอฟเอ คัพ นับตั้งแต่ ดัลกลิช นั้น ถึงย่ำแย่เมื่อเทียบกับการที่พวกเขาเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ของเกาะอังกฤษ

นับตั้งแต่ ดัลกลิช โดนปลด ลิเวอร์พูล ไปไกลกว่ารอบ 5 แค่ครั้งเดียวในช่วง 9 ฤดูกาล และหนเดียวที่ว่าก็จบลงด้วยการแพ้ แอสตัน วิลล่า ในรอบรองชนะเลิศ เมื่อ 6 ปีก่อน

ในทางตรงกันข้าม บรรดาคู่แข่งของ ลิเวอร์พูล ที่ดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการตลาดต่างจากพวกเขากลับทำผลงานใน เอฟเอ คัพ ได้ดีกว่าเยอะ หากเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แชมป์ไปครอง 1 ครั้ง และแพ้นัดชิงชนะเลิศ 1 หน แถมไปถึงรอบรองชนะเลิศอีก 2 ครั้ง

ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้เกือบเท่า แมนฯ ซิตี้ แต่พวกเขาไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเป็นอย่างน้อยได้ถึง 7 ครั้งด้วยกัน ส่วน เชลซี ได้แชมป์ 1 ครั้ง, รองแชมป์ 2 ครั้ง และเข้ารอบตัดเชือกอีก 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม เฮนรี่ ไม่สนใจเรื่องอะไรพวกนั้นเท่าไหร่ เพราะ ลิเวอร์พูล สามารถกลับไปเป็นทีมระดับหัวแถวของยุโรปได้แล้ว พวกเขามีสถานะแบบนี้ได้ก็เพราะทำผลงานได้ดีในรายการที่ให้รายได้เยอะกว่า เอฟเอ คัพ ซึ่งช่วยให้สโมสรมีรากฐานที่ดีในการลุยตลาดเสริมทัพจนช่วยเพิ่มโอกาสให้สโมสรประสบความสำเร็จในรายการใหญ่ๆ มากขึ้นไปอีก

ความเสี่ยงต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ทั้งในและนอกสนาม
แน่นอนว่า ความคิดแบบนี้ทำให้มูลค่าของสโมสร ลิเวอร์พูล เพิ่มขึ้นเยอะมาก ซึ่ง เฮนรี่ ก็คิดที่จะทำอย่างนี้ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาซื้อสโมสรเมื่อปี 2010 แล้ว

จริงๆ ตัวเลขน่าตกใจมาก ในกรณีที่ ลิเวอร์พูล ไม่แพ้ในเกมแดงเดือด เวอร์ชั่น เอฟเอ คัพ แล้วก้าวไปชูถ้วยที่เวมบลี่ย์ จะทำให้พวกเขาได้เงินเกือบ 3.4 ล้านปอนด์ และถ้าเกิดแฟนบอลได้รับอนุญาตเข้าชมเกมในสนาม บวกกับ ลิเวอร์พูล โชคดีจับสลากได้เล่นในบ้านไปเรื่อยๆ จนกว่าถึงรอบรองชนะเลิศ พวกเขาก็จะได้รายได้จากรายการนี้มากกว่าเดิมเกิน 2 เท่า

แต่ทุกอย่างมันก็จบลงในคืนวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 ลิเวอร์พูล ได้เงินรางวัลจากการเป็นแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงอย่างเดียวก็ปาเข้าไปถึง 110 ล้านปอนด์ และพวกเขาก็น่าจะได้เงินมากกว่านี้ด้วยซ้ำถ้าผลงานในรอบแบ่งกลุ่มดีกว่านี้

โดยตอนนั้นพวกเขาชนะในรอบแบ่งกลุ่มแค่ 3 นัด แต่ที่จริงเงินจากการชนะเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม 2 นัด ก็ถือว่าสูงกว่าที่ ลิเวอร์พูล มีโอกาสจะได้รับในกรณีที่พวกเขาได้ลงเล่นเกม เอฟเอ คัพ ในซีซั่นนี้ครบทั้ง 6 เกมด้วยซ้ำ

เว็บไซต์ สวิส แรมเบิล (Swiss Ramble) ประเมินว่าการได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลก่อนำให้ ลิเวอร์พูล รับเงินไป 175 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงกว่าทีมในอันดับ 5 ถึง 30 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ดี ความแตกต่างระหว่างการเป็นอันดับ 1 กับอันดับ 5 มันมีมากกว่านั้นเยอะ เพราะแค่ได้ลงเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทีมนั้นๆ ก็สามารถหวังได้เลยว่าพวกเขาจะได้เงินอย่างน้อย 15 ล้านปอนด์ ซึ่งมากกว่าที่ทีมแชมป์ เอฟเอ คัพ จะได้รับเงินเกิน 4 เท่า

ส่วนการไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายโดยที่ชนะในรอบแบ่งกลุ่ม 3 นัดก็จะทำให้ทีมนั้นๆ ได้เงินเพิ่มอีกอย่างน้อย 16 ล้านปอนด์ ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมรายได้จากด้านอื่นๆ ที่จะเข้ามาเช่นกัน

แฟนบอล ลิเวอร์พูล คงเข้าใจดีอยู่แล้วว่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งในด้านกีฬา และด้านการเงิน หลังจากที่ทีมรักของพวกเขาเคยใช้เงินเกินตัวช่วงระหว่างปี 2009-2017

บางทีเมื่อเดือนก่อนอาจมีสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในด้านการเงินจากภายในสโมสรอีกครั้งไปแล้วก็ได้ เพราะมีเพียง เจอร์เก้น คล็อปป์ เท่านั้นที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงยังจัดทีมชุดที่แข็งแกร่ง อย่างเช่นการใช้งาน ดีโอโก้ โชต้า ลงดวลกับ มิดทิลแลนด์ ทั้งที่ทีมผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มไปได้ตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว และมีโปรแกรมลงเตะแบบถี่ยิบทั้งที่จริงๆ คล็อปป์ เองก็พูดเรื่องการลงเตะติดๆ กันอยู่บ่อยครั้ง

ซึ่งถ้าวันนั้นพวกเขาบุกไปชนะที่ เดนมาร์ก ได้แล้วล่ะก็ ลิเวอร์พูล จะได้เงิน 2.5 ล้านปอนด์เข้ามา
แม้ว่าจะทีมใหญ่ระดับ ลิเวอร์พูล แต่พวกเขาก็ไม่สามารถมองเงินก้อนนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสโมสรต้องเอาตัวรอดในโลกของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และตอนนี้โลกความเป็นจริงที่ว่าก็กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก

ว่ากันว่าเชื้อร้ายนี้ทำให้สโมสรเสียรายได้ไปมากกว่า 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การตัดสินใจครั้งนั้นกลับส่งผลเสียต่อทีมอย่างมาก เพราะ ลิเวอร์พูล ทำได้แค่เสมอ แถมซ้ำร้าย โชต้า ยังได้รับบาดเจ็บจนทำให้ไม่สามารถลงเล่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และมันก็ส่งผลกระทบต่อเนื่อง เพราะพอขาด โชต้า ไปแล้วแนวรุกของทีมก็โชว์ฟอร์มเก่งไม่ออกเลย

หลังจบเกมที่ เดนมาร์ก “หงส์แดง” เล่นกันแบบไม่มีความมั่นใจ และดูเล่นกันแบบไร้เรี่ยวแรงโครงสร้างที่มีจุดบกพร่องซึ่งเกิดจากการขาดกำลังหลักหลายคน และจำเป็นต้องเปลี่ยนแท็กติกแบบขัดตาทัพเพื่อรับมือกับเรื่องเหล่านั้น ส่งผลให้พวกเขายิงประตูในลีกไม่ได้มา 4 นัดติดต่อกัน และเหมือนเป็นครั้งแรกที่ ลิเวอร์พูล ในยุค คล็อปป์ กำลังเล่นแบบขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง

ในมุมหนึ่ง อาจพอดูได้ว่าการจัดทีมของ คล็อปป์ ในเกมแพ้ เบิร์นลี่ย์ เป็นการจัดทีมแบบเซฟตัวหลักเอาไว้เพื่อเกมที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่ถึงอย่างนั้น คล็อปป์ ก็ยังต้องให้นักเตะอย่าง ดิว็อค โอริกี้, เซอร์ดาน ชากิรี่ และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน กลับมาฟิตเต็มถังและมีความเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง ถ้าหากจะให้ ลิเวอร์พูล จบฤดูกาลด้วยการทำเป้าหมายขั้นพื้นฐานให้ลุล่วง

แต่ที่จริง เบิร์นลี่ย์ เองก็มีปัญหาเรื่องความมั่นใจเหมือนกัน และต้องไม่ลืมว่านักเตะชุดนี้ของ ลิเวอร์พูล ก็เป็นชุดเดียวกับที่ช่วยให้ทีมทำผลงานได้สุดยอดในช่วง 3 ฤดูกาลก่อน

ความเสี่ยงต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ทั้งในและนอกสนาม
คำเตือนของ คล็อปป์ จากเกม “แดงเดือด” ยกแรก ที่บอกว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้สิทธิ์เข้าไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก” ควรจะเป็นการเตือนให้ทุกคนในโลกรู้ว่า ลิเวอร์พูล ภายใต้การบริหารของ FSG ทำงานกันแบบไหน

รายได้ทุกบาททุกสตางค์ที่ทีมทำได้ในยุคของ FSG นั้นถูกนำไปใช้กับงานของสโมสร รายได้ในแต่ละวันของ ลิเวอร์พูล ไม่ได้มาจากกระเป๋าของกลุ่มเจ้าของทีมเลย

ซึ่งต่อให้จะเจอช่วงเวลาที่เลวร้ายแค่ไหน FSG ก็จะไม่ทุบกระปุกเอาเงินมาใช้แบบฉุกเฉินไม่ว่าสถานะการเงินจะมีสภาพย่ำแย่สัก 1 ปี หรือนานกว่านั้นก็ตาม

กำไรของ FSG จะตัดสินจากสภาพขอสโมสร หากพวกเขาตัดสินใจขาย ลิเวอร์พูล การประเมินของ KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชี เมื่อปีก่อนระบุว่าถ้าเกิด FSG ตัดสินใจขายทีม พวกเขาก็จะได้เงินมากกว่าตอนซื้อมาถึง 2 พันล้านปอนด์

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยที่อาจส่งผลเสียต่อมูลค่าของ ลิเวอร์พูล เช่นกัน คือ การที่กฎควบคุมการเงินมีการผ่อนปรนมากกว่าเดิม ซึ่งทำให้คู่แข่งของพวกเขาสามารถเทเงินแบบไร้ขีดจำกัดเพื่อโปะเงินส่วนที่หายไปซึ่งเกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ในระดับหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ ความท้าทายของการทำให้ ลิเวอร์พูล ยังเป็นทีมเบอร์ 1 ของ พรีเมียร์ลีก ได้ในอีกหลายปีต่อจากนี้จึงถือว่าสูงกว่าเมื่อช่วงเวลาเดียวกันของ 12 เดือนก่อนเยอะ เพราะตอนนั้น คล็อปป์ กับทีมของเขาเข้าใกล้กับการเป็นแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ต่างกับตอนนี้ที่เป็นแชมป์แล้ว

สิ่งที่ FSG ปรารถนามากที่สุดคือการรับประกันว่า ลิเวอร์พูล จะประสบความสำเร็จเหมือนกับที่ บอสตัน เร้ดซ็อกซ์ ซึ่งไม่เคยตกชั้นจาก เมเจอร์ลีก เบสบอล เลย (ไม่แน่ใจว่าใช่ตกชั้นไหม แต่ต้นฉบับเขียนมาว่า never be relegated out of Major League Baseball)

ถ้าเกิด คล็อปป์ ไม่รีบทำให้ทีมกลับมาเล่นอย่างมีชีวิตชีวาได้จนส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้สิทธิ์เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นหน้าแล้วล่ะก็ มันอาจเกิดการเปรียบเทียบขึ้นอย่างแน่นอน

เรื่องนี้อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าเดิมแน่ หาก เฮนรี่ กับทีมงานของเขาเลิกใช้ยุทธศาสตร์ที่เคยได้ผลเป็นอย่างดีนับตั้งแต่ที่ คล็อปป์ เข้ามาเป็นกุนซือของทีม

ในกลุ่มผู้บริหารของ FSG มีการประเมินมูลค่าที่พอจะทำให้พวกเขาคาดเดาเรื่องต่างๆ ได้ ซึ่งนั่นถือเป็นการยุติข่าวลือใดๆ ก็ตามที่บอกว่ามีการใช้นโยบายแบบวัดดวงกับความก้าวหน้าของทีมในตอนที่มีการตัดสินใจว่าจะให้ ลิเวอร์พูล เริ่มต้นการป้องกันแชมป์โดยที่มีเซนเตอร์แบ็กน้อยกว่าซีซั่นที่ได้แชมป์ 1 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าเหลือนักเตะในตำแหน่งนั้นให้ใช้งาน 2-3 คน

ปัญหาอาการบาดเจ็บต่างๆ ทำให้ตั้งแต่เริ่มปีใหม่เป็นต้นมาบรรดามิดฟิลด์ตัวรับเลยจำเป็นต้องถอยมาเล่นในตำแหน่งกองหลังพร้อมกับหวังว่าบรรดาตัวแทนของพวกเขาในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่เพิ่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บนั้นจะเล่นได้ดีแบบทันที

ต้องเตือนกันก่อนว่าในช่วงที่ ลิเวอร์พูล เจอเรื่องร้ายๆ ไม่ใช่ว่าพวกเขาสามารถทำการตัดสินใจในเรื่องการเสริมทัพระยะยาวได้ เพราะบางครั้งมันก็เกิดเรื่องนอกเหนือการควบคุมที่เปลี่ยนสถานการณ์ทุกอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือจนส่งผลให้เกิดการลังเลในอนาคตที่เคยเชื่อมั่นอย่างเต็มที่

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่มีอะไรที่แน่นอน และเมื่อพิจารณาถึงโมเดลของ ลิเวอร์พูล แล้ว พวกเขาก็อาจจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวสักพักหากเกิดสถานการณ์ที่ทีมจบซีซั่นด้วยการไม่ติดท็อปโฟร์

ถ้าพวกเขาชนะ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ในนัดต่อไปก็จะเป็นการเปลี่ยนสถานการณ์ไปเลย และ ลิเวอร์พูล จะเป็นทีมที่ดูคู่ควรกับการมีลุ้นแชมป์อีกครั้ง แต่ในทางกลับกัน ถ้าเกิดแพ้ พวกเขาก็จะอยู่ห่างจากเป้าหมายขั้นต่ำมากขึ้นไปอีก หากพวกเขาไม่ได้สิทธิ์เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก แล้วล่ะก็ นักเตะหลายคนในทีมชุดนี้ย่อม

อยากจะย้ายทีมเป็นธรรมดา รวมถึงจะทำให้การเจรจาเรื่องต่อสัญญาทำได้ยากขึ้น

ขณะที่เป้าหมายที่พวกเขาอยากดึงมาร่วมทีมให้ได้ในช่วงซัมเมอร์นี้ก็จะไม่อยากมาอยู่กับทีม วงการนี้มันเป็นแบบนั้น จริงอยู่ว่า FSG สมควรได้รับเครดิตจากการที่พวกเขาสร้าง ลิเวอร์พูล ให้กลับมาเป็นยอดทีมได้อย่างมั่นคง แต่หลังจากบริหารทีมเกิน 1 ทศวรรษ พวกเขาก็ควรจะต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ได้แล้ว

ขอบคุณข่าว: https://www.siamsport.co.th/
สนใจสมัครติดต่อ: https://kickoff789th.com/

คอมเม้นท์ แชร์

เกี่ยวกับเรา Kickoff789TH

เว็บพนันออนไลน์ คาสิโนออนไลน์ ที่การันตีความมั่นคงสูงต้องที่นี่ Kickoff789TH.com พร้อมทีมงานบริการลูกค้ามืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมงพร้อมให้บริการรวดเร็วทันใจที่สุดในขณะนี้กับเรา Kickoff789TH.com พร้อมทางเข้า Kickoff789TH ที่รวดเร็วทันใจ รองรับทุกช่องทางผ่านมือถือและคอมพิวเตอร์

Recent Posts

Follow Us